365daystravel’s online typescript


ความคิดบวกจอมปลอม
เมษายน 1, 2008, 9:02 pm
Filed under: See How They Live : Singapore-Malaysia

เปลือกตาทั้งสองข้างค่อยๆ ยกขึ้น แล้วมันก็กระพริบถี่ๆี่ ตามด้วยอาการขมวดคิ้วอีกที
ส่งผลให้เปลือกตาทั้งสองข้างปิดลงอย่างสนิทแน่นอีกครั้ง ก่อนที่จะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
มองดูเพดานที่ตอนนี้เริ่มมีแสงสว่างเข้ามาระบายให้มันเป็นสีขาวอีกครั้งหลังจากที่
เมื่อคืนมันกลับเป็นสีดำ ตามวงจรการเปลี่ยนสีของมัน

ห๊า! สว่างแล้ว… ผมเอามือคลำหานาฬิกาข้อมือที่ถอดไว้ข้างหมอนมาดู เข็มสั้นชี้ที่เลข 6
ส่วนเข็มยาวเลยเลข 12 ไปได้ไม่เท่าไหร่ ผมรีบกระเด้งตัวขึ้นจากที่นอน คว้าโทรศัพท์
มือถือมาดูอีกทีให้แน่ใจ ว่าทำไมมันไม่ปลุกผม อย่างที่โปรแกรมมันไว้ให้ปลุกตอนตี 5
เครื่องออกเวลา 7 โมง กับอีก 5 นาที ตาย! ตาย! ตาย!

ผมวิ่งเข้าห้องน้ำแล้วก็มองหน้าตัวเองในกระจกเพื่อตั้งสติ แต่มันยิ่งทำให้ผมสติแทบหลุด
เพราะสภาพตื่นนอนที่หัวกระเซอะกระเซิง… มีเวลาเหลือไม่ถึงชั่วโมงแล้วที่จะต้องรีบไป
ให้ถึงสนามบิน ผมหยิบแปรงฟันและปีบยาสีฟันใส่ลงไปแล้วยัดเข้าปาก จัดการดึงเข้าดึง
ออกอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงนาทีน้ำสีขาวๆ ฟองฟอดก็ล้นทะลักปาก ผมรีบบ้วนน้ำเปล่าตาม
แล้วออกมาคว้าชุดที่เตรียมไว้เมื่อคืนใส่อย่างรีบเร่ง  แล้วก็เปิดตู้เสื้อผ้าควานหาหมวกที่
แขวนไว้มาครอบหัวปกปิดสภาพหัวเยินๆ ที่ไม่มีเวลาที่จะจัดการกับมันอีกต่อไปแล้ว…

คว้ากระเป๋าได้ก็รีบวิ่งออกจากห้อง ล็อคประตูไป วิ่งไปที่ลิฟท์ ผมจิ้มนิ้วลงไปกดปุ่มเรียก
ลิฟท์อย่างไม่ยั้งมือ เวลาที่เรารนและเร่งรีบอะไรๆ มันจะดูช้าลงไปกว่าที่มันควรจะเป็นเสมอ
อีกมือหนึ่งจิ้มเรียกลิฟท์ มืออีกข้างยกนาฬิกาขึ้นมาดูไม่ละสายตา เข็มวินาที ที่ปกติผมแทบ
ไม่เคยได้ยินเ้สียงของมัน ก็ส่งเสียงชัดเจนขึ้น แต็ก – แต็ก – แต็ก เป็น…

แต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็ก
แต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็กแต็ก

ทันทีที่เข้าไปอยู่ในลิฟท์ได้ผมแทบอยากจะขย่มมันให้ลงจากชั้น 11 ไปถึงชั้น 1 อย่างรวดเร็ว
พรวดออกมาจากลิฟท์ได้จนมาถึงหน้าตัวอาคารเห็นแท็กซี่จอดรอตามคิว ผมสื่อภาษากาย
ยกนิ้วชี้ ชี้ขึ้นแล้วพยักหน้าเป็นอันรู้กันว่า แท็กซี่คันหนึ่ง ด่วน!

แล้วผมก้ใช้เวลาเสี้ยววินาทีหันไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม ที่อยู่ด้านหลัง กำเงินออกมาจากตู้
เป็นธนบัตรชนิดละ 1000 บาทจำนวน 10 ใบ แล้วกระโดดขึ้นแท็กซี่ที่เคลื่อนตัวมาบรรจบยัง
จุดที่ยืนอยู่ทันที

“ไปสุวรรณภูมิด่วนครับพี่”
“ขึ้นทางด่วนเลยนะ” โชเฟอร์เสนอ
“ได้ึครับ ด่วนที่สุดเลยพี่” ผมสนอง

ผมหยิบกระเป๋าตังค์ขึ้นมาคว้าํแบ็งค์ ยี่สิบสองใบยื่นให้โชเฟอร์เป็นค่าทางด่วน และเมื่อ
ทุกอย่างเหนือการควบคุมของผมแล้ว หน้าที่ต่อจากนี้ผมโยนขี้ให้พี่โชเฟอร์ไปแล้วที่
จะต้องรับภาระพาผมไปถึงสนามบินให้่เร็วที่

เพียงแว๊บแรกที่ผมรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังหายใจเข้า ปกติเวลาที่เราจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เรามักจะลืมว่าเรากำลังหายใจอยู่หรือไม่ แล้วความคิดหนึ่งก็เข้ามานั่งในสมองที่เพิ่งตื่นตระหนกมา

..The Secret..

เหมือนมีใครอีกคนในตัวผมก็ออกคำสั่งว่า คิดบวกสิ คิดบวกเข้าไว้ คิดไว้ว่ายังไงเราก็ไปทัน
ตอนนี้ที่เค้าน์เ้ตอร์เช็คอินเตรียมออก Boarding Pass รอเราไว้แล้ว เดี๋ยวเราก็ไปถึงทันเวลาพอดี
เขารับเราเป็นผู้โดยสารคนสุดท้ายเพื่อไปรอใน Gate ร่วมกับผู้โดยสารอื่นๆ…

โปรดติดตามตอนต่อไป….



1 ปีก่อนการเดินทาง
มีนาคม 31, 2008, 8:16 am
Filed under: See How They Live : Singapore-Malaysia

การเดินทางไปสู่ประเทศสิงคโปรของผมจึงได้เริ่มแผนการขึ้น 1 ปีก่อนการเดินทาง ผมไม่ได้เวอร์ที่ต้องใช้เวลาวางแผนนานขนาดนั้นหรอกครับ เนื่องจากเงื่อนไขของโอกาสที่จะได้ไปมันบีบบังคับ ทั้งวันเวลาและงบประมาณที่ลงตัว พร้อมกับตั๋วเครื่องบินราคาถูกแสนถูกที่ได้มา มันทำให้ผมต้องใช้เวลาถึง 1 ปีเต็มกว่าจะได้เดินทางครั้งนี้

ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะเดินทางคนเดียวตั้งแต่ต้น ผมชวนเพื่อนทุกคนที่ติดต่อได้ แต่ไม่มีใครสนใจไปสิงคโปร เนื่องจากไม่มีใครบ้าพอที่จะซื้อตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า 1 ปีอย่างผม และไม่ได้สนใจในประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปรเป็นทุนเดิม บ้างก็เคยไปมาแล้ว แต่ในที่สุดก็มีคนๆ หนึ่ง ที่บ้าพอนั่นก็คือบัดดี้คนแรกที่เคยเดินทางไปกับผม เธอคือน้องสาวของผมนั่นเอง

‘หญิง’ เป็นผู้หญิงบอบบางร่างเล็กแต่ใจเด็ดกว่าผู้ชายบางคนที่ผมรู้จักเสียอีก เธอตกลงจะออกเดินทางกับผมอีกครั้ง โดยที่ยังไม่รู้ว่าวันที่จะไปนั้นจะว่างจริงๆ มั้ย แต่เธอบอกว่าช่วงเวลานั้นเธอคงเรียนจบปริญญาตรีพอดี และคงเป็นช่วงรอยต่อของการรอรับปริญญาและการหางานทำ ก่อนจะต้องแปรสถานะจากนักศึกษาสู่มนุษย์เงินเดือนเธอจะขอออกเดินทางอีกครั้ง ผมจึงมี ‘หญิง’ เป็นเพื่อนเดินทางอีกครั้งหลังจากเมื่อ 2 ปีก่อนเราไปฮ่องกงกันแบบไม่ได้วางแผนอะไรเลย ไม่ได้จองโรงแรม ไม่ได้ศึกษาแผนที่ หรือแม้แต่สถานที่ที่จะไปแต่ละแห่ง หรือแม้แต่ตั๋วเครื่องบินเราก็ไม่ได้ซื้อเพราะเราได้มันมาฟรีๆแต่มันกลับเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิตของเราสองคนพี่น้อง ที่ต้องเดินตากฝนหาโรงแรม และตอนตี 3 เราก็ต้องไปใช้บริการโรงแรมม่านรูดซุกหัวนอน และตกเครื่องบินในวันกลับ จนต้องนอนค้างอยู่ที่สนามบินอีกหนึ่งคืน

เวลาได้ทำหน้าที่ของมันไปเรื่อยๆ จนถึง 3 เดือนก่อนถึงเวลาไปสิงคโปร ผมมีโอกาสครั้งใหญ่ได้เดินทางไปยังสถานที่ ที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้านานเท่าการจะเดินทางไปสิงคโปรเสียด้วยซ้ำ ผมได้ไปเยอรมัน ฝรั่งเศส และลักแซมเบิร์ก เพราะคนรู้จักได้เชื้อเชิญให้ไปเยี่ยม โดยที่ผมก็แค่เอ่ยปากไปว่าขอไปเที่ยวที่บ้านคุณบ้างได้ไหม หลังจากที่เขามาเที่ยวประเทศไทยและผมได้ทำหน้าที่เจ้าบ้านในการต้อนรับอย่างเต็มกำลัง

15 วันในยุโรปของผมเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งตอกย้ำให้ผมแน่ใจว่า ผมพบคำตอบแล้วว่าชีวิตนี้ผมเกิดมาเพื่ออะไร และเมื่อวันเวลายิ่งใกล้เข้ามา ทุกอย่างก็เริ่มชัดเจนแล้วว่าผมต้องเดินทางคนเดียวแน่แล้ว เมื่อหญิงตัดสินใจไปกับโครงการ Work & Travel ที่อเมริกา



intro
มีนาคม 31, 2008, 8:09 am
Filed under: See How They Live : Singapore-Malaysia

See How They Live : Singapore-Malaysia

Intro
ผมฝันถึงการเดินทางคนเดียวมาตลอด แต่ไม่นึกไม่ฝันว่าจะเป็นประเทศที่เจริญอย่างยิ่งยวดแถมอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทยเท่าไหร่นัก แทนที่มันจะเป็นเนปาล ธิเบต หรืออินเดีย แต่กลับเป็นแค่ “สิงคโปร”

แต่สำหรับผมจริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นที่ไหน จะอยู่ห่างจากจุดที่ผมใช้ชีวิตอยู่มากน้อยเพียงใด ถ้าผมยังไม่เคยไป ผมก็อยากไปทั้งนั้นแหละครับ ฉะนั้น ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่า ที่ไหนที่จะเลือกไป มันขึ้นอยู่กับโอกาสที่จะได้ไปมากกว่า

ผมค้นหา และเฝ้าถามตัวเอง หรือกระทั่งถามกับใครบางคนที่ผมมองไม่เห็นและไม่เคยแน่ใจเลยว่าเค้ามีอยู่จริงมั้ย ว่าชีวิตนี้ผมเกิดมาเพื่ออะไร จนวันหนึ่งเมื่อผมได้เดินทางไปยังจุดที่ห่างไกลจากจุดที่ผมใช้ชีวิตอยู่ได้เริ่มขึ้น ผมจึงได้คำตอบนั้นให้กับตัวเองว่า ผมเกิดมาเพื่อจะเดินทางไปยังทุกที่ที่มนุษย์สามารถจะเดินทางไปถึง

ผมไม่ทันรู้ตัวเหมือนกันว่าผมหลงไหลการเดินทางตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งที่จริงแล้วผมไม่ชอบการนั่งรถเป็นเวลานานเสียด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นที่มาของอาการปวดเมื่อย คลื่นเหียนอาเจียน หรือกระทั่งทำให้เราท้องผูก จนทุกวันนี้ผมยังตั้งข้อสงสัยไม่เลิกว่า ทำไมทุกครั้งที่ออกเดินทาง ผมจะต้องท้องผูกด้วย

สาเหตุจริงๆ ของการหลงไหลในการเดินทางของผม มันน่าจะเป็นที่จุดหมายปลายทางมากกว่า จุดหมายปลายทางที่แปลกตา หลุดพ้นจากความคุ้นชิน มีเรื่องราวให้ค้นหา ชวนน่าสงสัย ให้ผมได้เฝ้าสังเกตการณ์ พฤติกรรม วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ความแตกต่างของสิ่งเหล่านี้บนโลกใบนี้ มันคือเสน่ห์ที่แท้จริงที่ทำให้ผมหลงไหลการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ไหนก็ได้ที่อยู่ห่างจากจุดที่ผมใช่ชีวิตอยู่ก็เท่านั้นเอง



แรงลดทอน
มีนาคม 31, 2008, 5:05 am
Filed under: General Phrases

“พี่เอ๋ของชั้นเขียนหนังสือได้สุดยอด”
สาวหัวโตพิมพ์ข้อความผ่าน MSN มาถึงผมหลังจากที่ผมได้ส่ง url : http://roundfinger.wordpress.com/
ไปให้เธออ่าน พี่เอ๋ หรือ นิ้วกลม นักเขียนเจ้าของ Blog นั้น คือนักเขียนคนโปรดของผม และเขาก็เป็นแรงลดทอนของผมในขณะเดียวกัน

ผมบอกกับสาวหัวโตว่า
“นิ้วกลม คือคนที่ทำให้ผมอยากเลิกเขียนหนังสือ แล้วไปหาอะไรอย่างอื่นทำดีกว่า”
แล้วยัยสาวหัวโตก็พิมพ์ข้อความกลับมาทันใดนั้น
“สุดยอดอ่ะเฮีย มันเป็นประโยคเด็ดแห่งปีเลยอ่ะ”
“เจ๋งว่ะ เหมือนดูสามก๊กอยู่เลย”
“ฟ้าให้ข้าจิวยี่ มาเกิด เหตุใดต้องส่งขงเบ้งมาเกิดด้วย”
“แล้วจิวยี่ก็ตรอมใจตาย”
“อารมณ์ได้ๆ” แล้วยัยสาวหัวโตส่ง Emoticon รูปหัวกลมดิกหัวเราะคิกๆ มาตอกย้ำ

ใครก็ได้ช่วยแนะนำหนังสือห่วยๆ ให้ผมสักเล่มได้ไหมครับ ผมจะได้เอามาอ่านแล้วฮึกเหิม ว่าผมเขียนได้ดีกว่านี้

เพราะทุกครั้งที่ผมอ่านหนังสือของนักเขียนคนโปรดทีไรนักอยากเขียนอย่างผม ก็อยากเลิกเขียน แล้วเริ่มต้นค้นหา
ว่าเรามีดีอะไรมากกว่าที่เป็นอยู่

ทันใดนั้น ก็มีผู้หวังดีรายย่อย(ในจิตใจของผมเอง) กล่าวกับผมว่า ท่านก็รวบรวมพละกำลังที่มีเขียนหนังสือออกมาให้ได้สักเล่มก่อนสิ แล้วท่านก็จะได้หนังสือห่วยๆ ตามอย่างที่ท่านอยาก แล้วก็เอามันมาอ่านสร้างความฮึกเหิมให้แก่จิตใจของท่านต่อไป

สามปีก่อนหน้านี้ผมไม่เคยรู้จักนักเขียนนาม “นิ้วกลม” กระทั่งผมลงมือเขียนหนังสือของผมเอง และเก็บต้นฉบับที่ยังเขียนไม่เสร็จใส่ใน Blog online ที่เผื่อใครอยากอ่านก็มาอ่านได้ ก็พอจะมีคนติดตามอ่านอยู่กลุ่มเล็กๆ หนึ่งในคนกลุ่มนั้นอ่านแล้ว Comment ว่า “ลองไปหาหนังสือชื่อ โตเกียวไม่มีขา มาอ่านสิค่ะ เรื่องของเขาก็ประมาณนี้แหละค่ะ เป็นเรื่องไปเที่ยวมาเหมือนกัน”

หลังจากวันนั้นที่ผมได้รู้จักกับหนังสือโตเกียวไม่มีขา ผมก็เหมือนไม่มีปัญญาจะเขียนหนังสือของตัวเองต่อไป เพราะอ่านแล้วเอามากดดันตัวเองหลายๆ ข้อ

1.ของเขาดีจังอ่ะ ฉิหายละ เราจะทำได้อย่างนี้เหรอ
2.อ่านของเขาไป พลางจะเอารูปแบบของเขามายึดติดให้ตัวเองพยายามเขียน เลียนแบบเขา
แต่… ถึงยังไงมันก็ไม่เหมือนเหมือนหรอก จะเป็นได้ก็แค่ของก็อป เกรดโลว์ๆ

“หมดไฟละเหรอ” แม่สาวหัวโตเริ่มตัวอักษรของเธออีกครั้งหลังจากเป็นฝ่ายนั่งรับข้อความอยู่ฝ่ายเดียว
“เฮีย ดูอย่างทรงกลดดิ เค้าก็เขียนเรื่องเกาหลี เดินทางเหมือนกัน สนุกเหมือนกันแต่คนละแบบ”
“เห็นป่ะ มันไม่ได้ลดแรงอะไรกันเลยอ่ะ”
“แต่ทรงกลดเขาก็มีทางของเขา โรแมนติกชัดเจนเป็นเอกลักษณ์” ผมพยายามหาความแตกต่างของนักเขียนอีกคนมาสนับสนุนจิตใจที่พ่ายแพ้ของตัวเอง
“ลองใหม่อีกทีดิ ก็หาแนวทางของตัวเองให้เจอ เดี๋ยวก็เจอทางที่ดีที่สุด”

มีใครเคยเป็นแบบผมมั้ยครับ เจออะไรที่ชอบแล้วก็เอามาเป็นแรงลดทอนความตั้งใจของตัวเอง แบบนี้มันขี้แพ้ชัดๆ นิเนอะ ผมเริ่มอ่านหนังสือเล่มแรกของนิ้วกลม “โตเกียวไม่มีขา” เมื่อปี 2547 ปีเดียวกับที่ผมเริ่มเขียนหนังสือของตัวเอง
เวลาผ่านไป 3 ปี นิ้วกลมมีหนังสือแล้วทั้งหมด 9 เล่ม หลายๆ เล่มประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม และผมได้อ่านแล้วทุกเล่ม แต่ต้นฉบับของผมยังคงสนิมเกรอะกรัง ทำไมผมถึงได้เอาความสำเร็จของคนที่ผมชื่นชมในผลงานมาเป็นแรงลดทอนความตั้งใจของตัวเองได้เพียงนี้

เอาล่ะ ผมจะตั้งใจเขียนหนังสือห่วยๆ ของผมให้จบซักเล่ม อย่างน้อยๆ จะได้เก็บมาอ่านให้ใจได้ผยองอีกครั้งว่า เราจะต้องทำดีกว่านี้ได้อีก

รออ่านกันด้วยนะครับ หนังสือห่วยๆ ของผมกำลังจะมา…


เริ่มอ่านเรื่อง กดที่ See How They Live : Singapore-Malaysia ได้เลยครับ